วันสุดท้ายของฝนที่ไม่ยอมหยุดตก

ชายคนที่ห้าถูกซัดลงไปกองอยู่กับพื้น ต่อมาด้วยคนที่หกและเจ็ด เจ้าของหมัดนั้นไม่ยอมหยุดง่ายๆ จนกว่าคู่อริทั้งหมดจะลงไปกองอยู่กับพื้น อำนาจแห่งความคึกคะนองที่ส่งเสียงร้องคำรามอยู่ภายในจิตใจของชายหนุ่มผู้นี้ ก้องกังวาลดังลั่น อะดรีนาลีนที่สูบฉีดเข้าไปในกระแสเลือดมีความเร็วพอๆกับกำปั้นที่ปล่อยออกไป

"มันเริ่มหนีกันแล้วว่ะ" สหายผู้ภักดีร่างล่ำตะโกนบอกกับเขาอย่างสะใจ รอยยิ้มเล็กที่มุมปากเผยออกมารับรู้ถึงชัยชนะอีกครั้งที่กำลังมาถึง เขาไม่สนใจ ใบหน้าอันเย็นชายังคงอยู่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาและพรรคพวกสยบคู่อริได้ การยกพวกตีกัน การแก้แค้น การแสดงให้ประชาชนรังเกียจเมื่อได้รับรู้เรื่องเหล่านี้จากหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เกิดความรู้สึกยินดีขึ้นแก่ตัวเขา ความคึกคะนองของเด็กในวัยนี้อาจทำให้ผู้ที่ร่วมด้วยช่วยกันกับเขารู้สึกดี แต่ไม่ใช่กับเขา ทุกครั้งที่ทำ และทำจนจบ มันทำให้เกิดความรู้สึกที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น คือการไม่ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่ทำเขาคิดว่ามันเป็นเพียงเหตุการณ์ของคนๆหนึ่งที่พึงจะเกิดในแต่ละวัน เหมือนหมอที่ต้องรักษาคนไข้ เหมือนอัยการที่ต้องฟ้องร้องผู้ต้องหา เหมือเขาที่จะต้องก่อเรื่องชกต่อยเกือบทุกวัน

ฝ่ายคู่อริถูกต้อนจนมุม ตอนนี้มันเหลือเพียงคนเดียวที่ยังพอมีแรงที่จะพยุงตัวเองให้ยืนขึ้น ที่น่าทึ่งคือมันยังลำบากที่จะพยุงเพื่อนคนหนึ่งซึ่งตัวใหญ่กว่ามันขึ้นมาด้วย

"ทำไมพวกนายต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย" คำถามนี้หลุดออกมาจากสุนัขจนตรอกตัวนั้น

"........" เขาไม่พูดอะไร สีหน้าเรียบเฉยมองไปด้วยความสังเวชที่เห็นมันพยายามพยุงเพื่อนที่สลบไปแล้วขึ้นมายืนอยู่ข้าง

"ไม่ต้องมีเหตุผล" คนหนึ่งในพรรคพวกของเขาตอบ พร้อมกับถีบไปจนมันทั้งคู่ล้มลง คนทั้งเจ็ดที่มากับเขารุมกระทืบอย่างบ้าคลั่ง มีแต่เขาเท่านั้นที่ยืนดูอยู่เฉยๆ

ชายที่ถูกรุมพยายามใช้มือปัดป้องทุกฝีเท้าที่กำลังกระทืบ สองมือยกขึ้นมาพนม ใบหน้าที่กระชากไปทางซ้าย ขวา ด้วยแรงของเท้าแต่ละคน สลับกับเสียงร้องครวญครางที่ดังขึ้นเป็นจังหวะ สิ่งที่หน้ากลัวกว่าคนที่กระทืบคือคนที่มองอย่างไม่รู้สึกอะไร เขาพยายามคิดทบทวน หมอนี่เป็นใครเค้าไม่รู้ รู้แค่ว่ามันเป็นพวกของคนที่เพื่อนของเขาบอกว่ามันลอบแทงคนหนึ่งในแก๊งค์ 'หึ' เขาหัวเราะในใจเพราะรู้ว่าการที่มาที่นี่ไม่ใช่เพราะต้องการแก้แค้นให้ใคร แต่เพราะมันเป็นเรืองที่เขาทำอยู่เสมอ มันเป็นกิจวัตร ชีวิตเขาไม่มีความหมายอะไรเลย ถึงแม้ต้องไปโรงเรียน แต่ก็ไม่เคยเข้าเรียน ทุกอย่างมันว่างเปล่า เค้าบอกกับตัวเองเสมอไม่ว่าจะเป็นไอ้คนที่กำลังโดนซ้อม พรรคพวกของเขาทีกำลังรุมกระทืบ หรือแม้แต่ตัวเขาเอง มันว่างเปล่า ทุกสิ่งเกิดมาแล้วก็แค่ทำอะไรตามที่สภาพสังคม ของสิ่งสิ่งนั้นพยายามให้เกิด ก็แค่นั้น

ไอ้คนที่โดนซ้อม มันก็แค่เกิดมาเพื่อโดนซ้อม พรรคพวกของเขาก็เกิดมาเพื่อซ้อมมัน เขาคิด ทุกอย่างบนโลกน่าเกลียดใบนี้เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ของมันเท่านั้นแล้วก็ตาย ไม่มีความรัก ไม่มีดนตรี ความสุนทรีย์ อารมณ์ ความรู้สึก เป็นแค่ความน่าสมเพชของมนุษย์ที่อุปโลกมันขึ้นมาเพื่อปิดบังความอ่อนแอของตัวตนเท่านั้น การดิ้นรนเพื่ออะไรต่างๆ นาๆ เป็นเรื่องไร้สาระทั้งเพ คนที่ทำอะไรพวกนั้นมันไม่เข้าใจ ว่ายังไงก็ต้องตาย เพราะฉะนั้นทำตามจังหวะของชีวิตที่มันเกิดขึ้นก็พอ

"ขอร้องล่ะ อั๊ก! ได้โปรด ปล่อยชั้นไปก่อนเถอะ เพื่อนชั้นเสียเลือดมาก เค้าต้องไปโรงบาล อั๊ก!" เขาได้ยินเสียงนั้นขณะก้มหน้าจุดบุหรี่ สายตาค่อยๆ เหลือบมาช้าๆ มองไปที่ต้นเสียงนั้น กลางวงที่กำลังทำการประชาทันฑ์ เค้าได้เห็นภาพที่น่าสมเพชที่สุดในชีวิต สุนัขจนตรอกตัวนั้นพยายามใช้ตัวเองป้องกันเพื่อนที่นอนสลบอยู่ มีเลือดใหลเป็นทางตั้งแต่หัวยันท้ายทอย ดวงตาปิดสนิท บ่วมเป่งคล้ำจนกลายเป็นสีม่วง น้ำตาที่ใหลออกมาไม่ใช่เพราะความอ่อนแอแต่เป็นปฏิกิริยาเบื้องต้นของดวงตาที่หลังของเหลวออกมาเพื่อระงับความเจ็บปวด สองแขนที่มีแรงเหลือเพียงน้อยนิดใช้โอบรอบๆ ร่างที่สลบอยู่ข้างใต้นั้น "ขอร้องล่ะ....สงสาร..เค้าบ้างเถอะ..เค้าจะตาย.." เสียงนั้นดังไม่สม่ำเสมอ พอที่คนฟังจะรับรู้ได้ว่านี่เป็นแรงเฮือกสุดท้ายก่อนจะหมดสติ เขาถอนหายใจ รู้สึกสมเพชจนขนลุกกับภาพที่เห็น

"พอได้แล้ว"  น้ำเสียงราบเรียบค่อยๆ ที่ดังขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่กำลังบ้าคลั่งหยุดการกระทำทั้งหมด หันกลับมาด้วยใบหน้าที่สงสัย

"นายพูดว่าอะไรนะ" คนร่างใหญ่ ในกลุ่มหันกลับไปถามด้วยความสงสัยเต็มประดา เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เค้ายินสิ่งที่เรียกว่าความเมตตา จากคนที่แม้แต่คนน่ากลัวอย่างเค้ายังกลัว

"ได้ยินแล้วไม่ใช่เหรอ ชั้นบอกว่า พอแล้ว ชั้นจะกลับ" สายตาที่กำลังจ้องอยู่กับคนที่บังอาจถามกลับมายังเขา น่ากลัวยิ่งกว่าภาพของคนกว่าสิบคนที่ถูกเขาสอยจนร่วง

"โอเค  ก็ได้  แล้วแต่เจ้านาย" สายตาเจ้าเล่ห์ดังอสรพิษ สวนกลับมาพร้อมกับการยอมจำนนต่อคำสั่ง

"......" เขาไม่พูดอะไรอีก ยกบุหรี่ในมือขึ้นมาสูบแล้วหันหลังเดินออกไป

คนทั้งเจ็ดเดินตามเขาไป เกิดเสียงพืมพำไม่พอใจกับการกระทำของคนที่ทุกคนยกให้เป็นหัวเรือใหญ่ การที่เขาได้รับตำแหน่งนั้นไม่ใช่เพราะเป็นลูกเลี้ยงของมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทเงินทุนระหว่างประเทศ หรือว่าเพราะฝืมือในการชกต่อยที่ไม่มีใครเอาชนะได้ แต่เป็นเพราะความไม่ยี่หระในชีวิต ความเย็นชาต่อทุกเรื่องต่างหากที่ทำให้เขาน่ากลัวจนทุกคนต้องยกให้เขาเป็นหัวหน้า 

แต่ทว่าวันนี้เค้าเริ่มทำให้ความศรัทธาที่ทุกคนมีเริ่มเปราะบางลงแล้ว  

   

  

edit @ 8 Nov 2009 13:13:36 by นิ่งอยู่

 

กริ๊ง !!!!  ๆๆๆ  (.................)

           มันควรจะเป็นเสียงกริ่งหน้าบ้าน  หรือไม่ก็เสียงโทรศัพท์ (เค้า((คนนั้น))พลันลืมตาตื่นสลืมสลือ) แต่ทว่ามันไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ทันที่ชาติชายเหลียวกลับไปมองมันคือเสียงของเล่นชิ้นใหม่ของไอ้จุกเด็กข้างอพาร์ทเมนท์ ......... แต่มันเป็นนาฬิกาปลุกชั้นเยี่ยมให้ชายขี้เซาคนหนึ่งลุกขึ้นจากที่นอนได้

           สองอาทิตย์หลังจากว่างเว้นจากหนังสือหนังหา ชาติชาย ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับร้านที่หลายคนสัปดนเรียกตามอาการของคนที่อยู่ข้างในว่า "นั่งกิน" บุหรี่มวนแรกของอรุณรุ่งถูกจุดขึ้นมาสูบ ด้านปลายก้นกรองมีงานศิลปะสีส้มสลับจุดสีเหลืองอ่อนๆ เช็นชื่อบนงานเป็นคำุคุณศัพท์เพื่อขยาย นามของตัวมัน ว่าเป็นของ "ทิพย์" เขามันดูมันหลังจากสูบไป ปื้ด แำรก

            วันนี้ต้องไปใหน? เป็นความคิดแรกที่เข้ามาในหัวหลังจากนิโคตินที่เข้าไปในปอด........น่าเบื่อหน่าย เค้าคิด และความคิดนั้นก็ถูกเปลี่ยนเป็นว่า "วันนี้ไปใหนดี?" ใช่นี่แหละเค้า!! อยากทำอะไรก็ทำสิ!!!

...........................................................................................        

            ตัวมัน

            เวลา 10.30 ภาพยนต์กำลังฉายถึงช่วงนี้พระเอกกำลังพร่ำเพ้อกับตัวเองว่าทำไมตอนที่อยู่กับนางเอกถึงไม่ทำตัวให้ดี พร้อมกับเสียงดนตรีดังหึ่งๆ สร้างความรำคาญให้แก่ผู้ชมเหมือนเวลาที่มียุงมาตอมที่หู นอกจากนั้นเพลงที่เปิดนี้ทำให้ได้รับรู้ถึงความน่าสมเพชในชีวิตของผู้กำกับ "...คิดถึงเธอ คนที่ดีที่สุด  ถึงแม้ได้พูดในวันที่มันสาย...." แล้วเราจะมาดูทำไมวะ! เพราะไอ้จุก แท้ๆ ทำให้เราต้องตื่นตั้งแต่แปดโมงเช้า ถ้าไม่มันเราก็คงไม่ต้องมานั่งดูหนังของไอ้ผู้กำกับนี่แน่ ทำไมเกลียดจังน้าไอ้ผู้กำกับคนนี้ แต่ทำไม่ยิ่งเกลียดยิ่งรู้สึกว่าเรารู้จักมันดีจัง เรารู้เลยว่ามันทำหนังเรื่องแรกเพื่อต้องการบอกให้ประชาชีว่ามันรักเมียมัน แหม่เราสิว่ามันน่ะความจริงอยากเล่นเอง แต่กลัวชาวบ้านเค้านินทา ก็ไอ้เอาไอ้ตลกจมูกโตมาเล่นแทน แล้ว..ก็นะ เอานางเอกมาซะสวยคืออยากจะพรีเซนท์ว่างั้น โห่! เสี่ยวว่ะ แล้วยังมาเรื่องที่สองอีก เห็นเรื่องแรกมีคนชมเรื่ืองสองแกไม่สนเลยเล่นเองเลย ดีนี่!!เป็นไงล่ะทีนี้ เหลิงเลย แล้วเรื่องที่กำลังดูอยู่นี่น้าเราว่าเอาเรื่องแรกของมันมาฉายเลยดีกว่า .......... นั่นๆ  แกว่าแกลงไปนอนตากฝน...........ไอ้คนขายนาฬิำกานี่ก็รู้ดีจัง  ทำหยั่งกับเป็นพระอรหันต์..........หูชีวิตมันเลยนั่นน่ะ เอาบทหนังไปไม่มีใครเอา 55555..............เห้ย  อย่ายอมแพ้สิวะ....มันต้องมีคนเอาแกสิ.....จะร้องหาพระแสงอะไรล่ะ    .     .     .     .  เห็นไหม .สุดท้ายก็มีคนให้แกทำ จะยอม ทำ ไมวะ ..ดาษทิชชู่อยู่ใหนวะ!!

............................................................................ 

           ตัวพวกมัน

 

          เวลา 13.52 นอ. หนังเมื่อเช้าทำข้าตาแดงออกโรงมาเลย ไม่ได้ชื่นชมหรอกนะแต่ฉากที่มันขอทำหนังจนได้น่ะ เหมือนข้าตอนขออธิืการไม่ให้ไล่เพื่อนข้าออกเลย นั่นไงพวกไอ้เพื่อนบ้ามากันละ เห็นหน้าพวกมันแล้วพึงนึกได้ว่าคบกันมาตั้งหกปี นานโขอยู่ แต่ข้าชอบพวกมันนะ มีเรื่องบ้าให้ข้ายิ้มทุกวันเลย หยั่งไอ้ตัวสูงๆ หล่อที่เดินมาคนแรกน่ะ มันรู้นะว่ามีคนชอบมันทั้งมหาลัยแต่เป็นไรของมันวะชอบด่าผู้หญิงแล้วมีเลือกด่าแต่คนสวยด้วยนะ ไอ้ห่า!! ถ้าข้าเป็นเองไม่รอดซักคนแน่ แล้วพวกเอ็งไม่รู้หรอกว่าเวลาพวกเอ็งอยู่ด้วยกันน่ะมันบ้าแค่ไหน ตอนนั้นน่ะที่เห็นขี้มันอยู่ที่ท่อ ทำไมต้องเรียกไปดูทีละคนแล้วให้บอกว่า "เออ ขี้จริง ด้วยว่ะ" ทุกคน 55 คิดแล้วมันขำจริง แล้วยังตอนที่เวลาอยู่อพาร์ทเมนท์ข้าต้องคิดว่ามันเป็นเอธิโอเปียด้วยถึงต้องแก้ผ้าตลอด พวกนี้มันบ้าขั้นเทพจริงๆ  ข้ารู้จักพวกเองดีเหลือเกิน มันเพราะเวลาที่เรารู้จักกันหรือเป็ฺนเพราะ ข้าเป็นคนเข้าใจอะไรง่ายกันแน่นะที่ทำให้ข้ารู้จักในตัวพวกเอ็งมากกว่าที่พวกเอ็งรู้จักตัวเองอีก  หึหึ นั่นไงยกโขยงมากันละ     "เฮ้ย ว่าไง  วันนี้ไปใหนดีวะ เมื่่อเช้าข้าไปดูหนังมาว่ะฯฯ........."

................................................................................

ตัวเธอ

            เวลา  02.48 นาที. ......โอย ~~~ ทำ . เตียงมันไม่อยู่นิ่งวะ ....กูเอาน้ำไปวางไว้ตรงใหนเนี่ย..เอ้า! ชิ๊บหาย ลืมไว้ตระกร้ารถ....ลงไปเอาดีมั๊ยวะ??? ไม่ล่ะ นอนดีกว่า..................(อื๊ดดดดดดดด............อื๊ดดดดดดดดดดดดดด..............) ใครแม่งโทรมาวะ..  "ฮัลโหล" .. "ตัว" ... กูว่าแล้วไม่มีใครล่ะ ... "ว่าไงล่ะ" ... "..." ... "จะโทรมาฟังเสียงลมใช่มั๊ย  จะได้วางไว้หน้าพัดลมให้!!" .. "...ทำไม  เดี่ยวนี้ตัวเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยเหรอ" ...."ไม่ได้เปลี่ยนก็ตัวเองโทรมาแล้วไม่พูดเอง เค้าปวดหัวน่ะ" ..... "ถึงจะเลิกกันไป แต่เค้าก็ห่วงตัวนะ" .... "ห่วง แล้วมันได้อะไรมั๊ยล่ะ  ก็เพราะตัวเป็นแบบนี้แหละเค้าถึงต้องเลิก" ...อะไรกับกูกันนักกันหนาวะ.."เมื่อก่อนตัวเป็นคนยังไง  ตัวยังจำได้มั๊ย แล้วดูเดี๋ยวนี้สิ" ....."เดี๋ยวนี้เค้าเก่งกว่าเมื่อก่อนยังไงล่ะ  ใครๆก็นับถือเค้า ทั้งเพื่อน ทั้งรุ่นน้อง" ... "แล้วเค้าล่ะ ตัวเคยสนใจเค้ามั่งมั๊ยเหมือนแต่ก่อน" ... "ตัวไม่เข้าใจเค้าบอกแล้วไงว่าเค้าต้องทำงานให้มหาลัยฯ ถ้าไม่มีเค้ามหาลัยทำไง" ...  "ตัวก็เลยต้องปล่อยให้เค้าอยู่คนเดียว ไม่สนใจเค้า เชื่อสิบางครั้งที่ตอนเราคบกัน ตัวไม่ได้ทำไรหรอก ตัวแค่เบื่อเค้า ก็เท่านั้นแหละ" ... "ตัวไม่เข้าใจ.." ...."คำก็ไม่เข้าใจ สองคำก็ไม่เข้าใจ ตัวนั่นแหละที่ไม่เคยทำความเข้าใจกับตัวเอง"... "อย่ามาพูดแบบนี้่นะ!!!! เค้านี่แหละที่เข้าใจตัวเองที่สุด เค้ารู้ว่าเค้าชอบอะไร ชอบทำอะไร"... "หึ.. เหมือนที่ตัวทำอยู่ทุกวันนี้ใช่มั๊ย ตื่นมาไปเที่ยวห้าง เย็นหาเพื่อนกินเหล้า กลางคืนเมาหลับ ที่ตัวทำอย่างนี้ไม่ใช่เพราะตัวชอบหรอก!!! แต่ตัวไม่รู้ต่างหากว่าตัวชอบอะไร ถึงได้ทำมันไปหมดทุกอย่าง" .... "ตัวพูดบ้า อะไรเนี่ย" ... "ใช่มั๊ยล่ะ ตัวน่ะอยู่นิ่งไม่ได้หรอกต้องหาอะไรทำตลอด(ตรู๊ดๆๆ )" ....พล่าม ห่าอะไรกันนักกันหนาวะ วางแม่งเลย .... ทำไม ทำไมกูจะไม่เข้าตัวเอง ว่าแต่กูชอบทำอะไรกันแน่วะ .... ทำไมกูต้องทำนั่นทำนี่อยู่ตลอดด้วยล่ะ..... ทำไมต้องออกไปที่นู่นที่นี่ตลอด 

             ...........................................................................

ตัวกู

             เวลา 04.00 นาฬิฯ. ....ทำไม...ทำไมฉันไม่นอน...ทำไมฉันต้องตื่นมานั่งสูบบุหรี่....ทำไมฉันต้องเอาคำพูดของคนๆนั้นมาคิดมากด้วย......ทำไมๆๆๆ..ฉันเป็นใครกันแน่...ฉันบอกตัวเองไม่ได้ว่าอยากทำอะไร....ฉันบอกไม่ได้ว่าทำไมๆๆๆ ....... ทำไมฉันถึงรู้จักคนอื่นดีจัง รู้ว่าโน้สอุดมมาขุดดินที่ร้านไอฯเชียงใหม่เดือนละห้าหน, รู้ว่ามีคนชื่อโหน่งบ้าหนังเรื่องนึงแล้วไปตั้งสำนักพิมพ์สุดท้ายเสือกดังอีก, รู้ว่าต้อมยุทธเลิศแรกๆมันบ้าไม่มีใครเอาแต่มันก็บ้าจนหนังมันดังกว่าคนอื่น, ฯลฯ แต่ทำไม่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ เรา กู ข้า เลยจริงๆ

 ???????????????????????????????????????????