หนึ่งชีวิต #1(อยากให้ลองวิจารณ์กันหน่อย)
posted on 08 Nov 2009 11:24 by huatoeวันสุดท้ายของฝนที่ไม่ยอมหยุดตก
ชายคนที่ห้าถูกซัดลงไปกองอยู่กับพื้น ต่อมาด้วยคนที่หกและเจ็ด เจ้าของหมัดนั้นไม่ยอมหยุดง่ายๆ จนกว่าคู่อริทั้งหมดจะลงไปกองอยู่กับพื้น อำนาจแห่งความคึกคะนองที่ส่งเสียงร้องคำรามอยู่ภายในจิตใจของชายหนุ่มผู้นี้ ก้องกังวาลดังลั่น อะดรีนาลีนที่สูบฉีดเข้าไปในกระแสเลือดมีความเร็วพอๆกับกำปั้นที่ปล่อยออกไป
"มันเริ่มหนีกันแล้วว่ะ" สหายผู้ภักดีร่างล่ำตะโกนบอกกับเขาอย่างสะใจ รอยยิ้มเล็กที่มุมปากเผยออกมารับรู้ถึงชัยชนะอีกครั้งที่กำลังมาถึง เขาไม่สนใจ ใบหน้าอันเย็นชายังคงอยู่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาและพรรคพวกสยบคู่อริได้ การยกพวกตีกัน การแก้แค้น การแสดงให้ประชาชนรังเกียจเมื่อได้รับรู้เรื่องเหล่านี้จากหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เกิดความรู้สึกยินดีขึ้นแก่ตัวเขา ความคึกคะนองของเด็กในวัยนี้อาจทำให้ผู้ที่ร่วมด้วยช่วยกันกับเขารู้สึกดี แต่ไม่ใช่กับเขา ทุกครั้งที่ทำ และทำจนจบ มันทำให้เกิดความรู้สึกที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น คือการไม่ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่ทำเขาคิดว่ามันเป็นเพียงเหตุการณ์ของคนๆหนึ่งที่พึงจะเกิดในแต่ละวัน เหมือนหมอที่ต้องรักษาคนไข้ เหมือนอัยการที่ต้องฟ้องร้องผู้ต้องหา เหมือเขาที่จะต้องก่อเรื่องชกต่อยเกือบทุกวัน
ฝ่ายคู่อริถูกต้อนจนมุม ตอนนี้มันเหลือเพียงคนเดียวที่ยังพอมีแรงที่จะพยุงตัวเองให้ยืนขึ้น ที่น่าทึ่งคือมันยังลำบากที่จะพยุงเพื่อนคนหนึ่งซึ่งตัวใหญ่กว่ามันขึ้นมาด้วย
"ทำไมพวกนายต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย" คำถามนี้หลุดออกมาจากสุนัขจนตรอกตัวนั้น
"........" เขาไม่พูดอะไร สีหน้าเรียบเฉยมองไปด้วยความสังเวชที่เห็นมันพยายามพยุงเพื่อนที่สลบไปแล้วขึ้นมายืนอยู่ข้าง
"ไม่ต้องมีเหตุผล" คนหนึ่งในพรรคพวกของเขาตอบ พร้อมกับถีบไปจนมันทั้งคู่ล้มลง คนทั้งเจ็ดที่มากับเขารุมกระทืบอย่างบ้าคลั่ง มีแต่เขาเท่านั้นที่ยืนดูอยู่เฉยๆ
ชายที่ถูกรุมพยายามใช้มือปัดป้องทุกฝีเท้าที่กำลังกระทืบ สองมือยกขึ้นมาพนม ใบหน้าที่กระชากไปทางซ้าย ขวา ด้วยแรงของเท้าแต่ละคน สลับกับเสียงร้องครวญครางที่ดังขึ้นเป็นจังหวะ สิ่งที่หน้ากลัวกว่าคนที่กระทืบคือคนที่มองอย่างไม่รู้สึกอะไร เขาพยายามคิดทบทวน หมอนี่เป็นใครเค้าไม่รู้ รู้แค่ว่ามันเป็นพวกของคนที่เพื่อนของเขาบอกว่ามันลอบแทงคนหนึ่งในแก๊งค์ 'หึ' เขาหัวเราะในใจเพราะรู้ว่าการที่มาที่นี่ไม่ใช่เพราะต้องการแก้แค้นให้ใคร แต่เพราะมันเป็นเรืองที่เขาทำอยู่เสมอ มันเป็นกิจวัตร ชีวิตเขาไม่มีความหมายอะไรเลย ถึงแม้ต้องไปโรงเรียน แต่ก็ไม่เคยเข้าเรียน ทุกอย่างมันว่างเปล่า เค้าบอกกับตัวเองเสมอไม่ว่าจะเป็นไอ้คนที่กำลังโดนซ้อม พรรคพวกของเขาทีกำลังรุมกระทืบ หรือแม้แต่ตัวเขาเอง มันว่างเปล่า ทุกสิ่งเกิดมาแล้วก็แค่ทำอะไรตามที่สภาพสังคม ของสิ่งสิ่งนั้นพยายามให้เกิด ก็แค่นั้น
ไอ้คนที่โดนซ้อม มันก็แค่เกิดมาเพื่อโดนซ้อม พรรคพวกของเขาก็เกิดมาเพื่อซ้อมมัน เขาคิด ทุกอย่างบนโลกน่าเกลียดใบนี้เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ของมันเท่านั้นแล้วก็ตาย ไม่มีความรัก ไม่มีดนตรี ความสุนทรีย์ อารมณ์ ความรู้สึก เป็นแค่ความน่าสมเพชของมนุษย์ที่อุปโลกมันขึ้นมาเพื่อปิดบังความอ่อนแอของตัวตนเท่านั้น การดิ้นรนเพื่ออะไรต่างๆ นาๆ เป็นเรื่องไร้สาระทั้งเพ คนที่ทำอะไรพวกนั้นมันไม่เข้าใจ ว่ายังไงก็ต้องตาย เพราะฉะนั้นทำตามจังหวะของชีวิตที่มันเกิดขึ้นก็พอ
"ขอร้องล่ะ อั๊ก! ได้โปรด ปล่อยชั้นไปก่อนเถอะ เพื่อนชั้นเสียเลือดมาก เค้าต้องไปโรงบาล อั๊ก!" เขาได้ยินเสียงนั้นขณะก้มหน้าจุดบุหรี่ สายตาค่อยๆ เหลือบมาช้าๆ มองไปที่ต้นเสียงนั้น กลางวงที่กำลังทำการประชาทันฑ์ เค้าได้เห็นภาพที่น่าสมเพชที่สุดในชีวิต สุนัขจนตรอกตัวนั้นพยายามใช้ตัวเองป้องกันเพื่อนที่นอนสลบอยู่ มีเลือดใหลเป็นทางตั้งแต่หัวยันท้ายทอย ดวงตาปิดสนิท บ่วมเป่งคล้ำจนกลายเป็นสีม่วง น้ำตาที่ใหลออกมาไม่ใช่เพราะความอ่อนแอแต่เป็นปฏิกิริยาเบื้องต้นของดวงตาที่หลังของเหลวออกมาเพื่อระงับความเจ็บปวด สองแขนที่มีแรงเหลือเพียงน้อยนิดใช้โอบรอบๆ ร่างที่สลบอยู่ข้างใต้นั้น "ขอร้องล่ะ....สงสาร..เค้าบ้างเถอะ..เค้าจะตาย.." เสียงนั้นดังไม่สม่ำเสมอ พอที่คนฟังจะรับรู้ได้ว่านี่เป็นแรงเฮือกสุดท้ายก่อนจะหมดสติ เขาถอนหายใจ รู้สึกสมเพชจนขนลุกกับภาพที่เห็น
"พอได้แล้ว" น้ำเสียงราบเรียบค่อยๆ ที่ดังขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่กำลังบ้าคลั่งหยุดการกระทำทั้งหมด หันกลับมาด้วยใบหน้าที่สงสัย
"นายพูดว่าอะไรนะ" คนร่างใหญ่ ในกลุ่มหันกลับไปถามด้วยความสงสัยเต็มประดา เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เค้ายินสิ่งที่เรียกว่าความเมตตา จากคนที่แม้แต่คนน่ากลัวอย่างเค้ายังกลัว
"ได้ยินแล้วไม่ใช่เหรอ ชั้นบอกว่า พอแล้ว ชั้นจะกลับ" สายตาที่กำลังจ้องอยู่กับคนที่บังอาจถามกลับมายังเขา น่ากลัวยิ่งกว่าภาพของคนกว่าสิบคนที่ถูกเขาสอยจนร่วง
"โอเค ก็ได้ แล้วแต่เจ้านาย" สายตาเจ้าเล่ห์ดังอสรพิษ สวนกลับมาพร้อมกับการยอมจำนนต่อคำสั่ง
"......" เขาไม่พูดอะไรอีก ยกบุหรี่ในมือขึ้นมาสูบแล้วหันหลังเดินออกไป
คนทั้งเจ็ดเดินตามเขาไป เกิดเสียงพืมพำไม่พอใจกับการกระทำของคนที่ทุกคนยกให้เป็นหัวเรือใหญ่ การที่เขาได้รับตำแหน่งนั้นไม่ใช่เพราะเป็นลูกเลี้ยงของมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทเงินทุนระหว่างประเทศ หรือว่าเพราะฝืมือในการชกต่อยที่ไม่มีใครเอาชนะได้ แต่เป็นเพราะความไม่ยี่หระในชีวิต ความเย็นชาต่อทุกเรื่องต่างหากที่ทำให้เขาน่ากลัวจนทุกคนต้องยกให้เขาเป็นหัวหน้า
แต่ทว่าวันนี้เค้าเริ่มทำให้ความศรัทธาที่ทุกคนมีเริ่มเปราะบางลงแล้ว
edit @ 8 Nov 2009 13:13:36 by นิ่งอยู่